โตโยต้า เดินหน้ากลยุทธ์ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง รับมือเศรษฐกิจผันผวน ชูทางเลือกพลังงานหลากหลาย
คุณศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ คุณณัทธร ศรีนิเวศน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยทิศทางการดำเนินธุรกิจท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ โดยระบุว่ายังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และยังไม่ได้ปรับประมาณการยอดขายในระยะนี้ เนื่องจากปัจจัยภายนอกยังมีความผันผวน
ทั้งนี้ ภาพรวมกำลังซื้อในตลาดเริ่มมีสัญญาณชะลอตัว โดยเฉพาะยอดจองรถยนต์ในช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ปรับลดลงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันที่เปลี่ยนแปลงยังไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อยอดขายรถยนต์ไฮบริดของบริษัท เนื่องจากรถยนต์ไฮบริดมีอัตราการประหยัดน้ำมันสูง และสามารถรองรับน้ำมันเชื้อเพลิงทางเลือก เช่น E20 ซึ่งช่วยตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการควบคุมค่าใช้จ่าย
ในด้านกลยุทธ์ บริษัทฯ ยังคงยึดแนวทาง “ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง” (Customer-Centric) ซึ่งเป็นหลักสำคัญในการดำเนินธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่หลากหลาย ครอบคลุมทุกความต้องการของลูกค้า ควบคู่กับกลยุทธ์ “Multi-Pathway” ที่มุ่งพัฒนาและนำเสนอทางเลือกด้านพลังงานอย่างครบวงจร ตั้งแต่รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) รถยนต์ไฮบริด (Hybrid) ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้า (EV)
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ ผ่านการออกแบบแคมเปญและแพ็คเกจทางการเงินที่เหมาะสม อาทิ โปรแกรมผ่อนชำระเริ่มต้นในระดับที่เข้าถึงได้ เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่มีความจำเป็นในการใช้รถยนต์ในชีวิตประจำวัน
ขณะเดียวกัน โตโยต้ายังคงสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาวให้กับลูกค้า ผ่านจุดแข็งด้านคุณภาพ ความทนทาน อายุการใช้งานที่ยาวนาน ราคาขายต่อ รวมถึงบริการหลังการขายและความพร้อมด้านอะไหล่ ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถคาดการณ์ต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของได้อย่างมั่นใจ
ในส่วนของการดำเนินงาน บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน โดยทำงานร่วมกับพันธมิตรและซัพพลายเออร์อย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารความเสี่ยงด้านวัตถุดิบและกระบวนการผลิต ให้สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ
สำหรับความท้าทายสำคัญในปัจจุบัน บริษัทฯ อยู่ระหว่างการหารือกับภาครัฐเพื่อผลักดันนโยบายที่มีความชัดเจนและต่อเนื่องในระยะยาว เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้สามารถแข่งขันได้ ทั้งในด้านการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ การกระตุ้นกำลังซื้อ รวมถึงการส่งเสริมเทคโนโลยีพลังงานที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย เช่น พลังงานไฮโดรเจน เชื้อเพลิงชีวภาพ และยานยนต์ไฟฟ้าในกรณีที่มีการผลิตภายในประเทศ
ในด้านสินเชื่อยานยนต์ สถาบันการเงินยังคงมีความเข้มงวดในการพิจารณาอนุมัติ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการ SME และภาคเกษตร อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ และพันธมิตรทางการเงินยังคงพยายามหาแนวทางสนับสนุนลูกค้า เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการเป็นเจ้าของรถยนต์ได้อย่างเหมาะสม
